โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดลพบุรี

ตำนานวัดขวิด โดยสังเขป

           วัดกวิศราราม แต่เดิมคงเป็นวัดร้าง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา พระอุโบสถเดิม ซึ่งตามลักษณะเป็นพระอุโบสถ สมัยอยุธยาตอนปลาย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชนั้น เป็นพระอุโบสถขนาดย่อมแบบมหาอุด มีประตูเข้าออกทางเดียว ผนัง เจาะเป็นช่องไม่มีหน้าต่าง พระประธานซึ่งเป็นของเก่าแก่มาแต่เดิม ปัจจุบันลงรัก ปิดทองแล้วนั้น เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยอู่ทอง หลังคาของเดิมมุงด้วย กระเบื้องลอนแบบจีน ที่เรียกว่ากาบู ซึ่งนิยมใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่นเดียว กันกับ หลังคาพระอุโบสถวัดตองปุ
              ภายในพระอุโบสถตกแต่ง โดยเขียนลายประดับเต็มทั่วทั้งที่ผนังและเสาทุกต้น สำหรับพระประธานนั้น นักโบราณคดีตรวจสอบแล้ว ให้ข้อสังเกตว่าพระประธาน ซึ่งเป็นพระขนาดใหญ่ ประดิษฐานในพระอุโบสถมาแต่ต้นนั้น ไม่นับถึงลักษณะ พระพุทธรูป ซึ่งอาจอัญเชิญพระเก่ามาเป็นประธาน แต่ลักษณะของฐานชุกชี และ การประดิษฐานพระนั้น เป็นแบบที่อยู่ในความนิยมเมื่อครั้งก่อนสมัย สมเด็จพระ นารายณ์มหาราชมาก บางทีอาจเป็นวัดเก่าแก่ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรง ปฏิสังขรณ์ขึ้นก็เป็นได้ แต่กรณีเช่นนี้ไม่มีหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดเพิ่มเติม เพียง แต่รับทราบกันไว้ หรือเก็บไว้เป็นข้อคิด หากจะมีการค้นคว้าต่อไป ก็น่าจะเป็น ประโยชน์ได้บ้าง ส่วน บานประตูซึ่งสลักไม้เป็นรูปพระนารายณ์ทรงสิงห์บานหนึ่ง และทรงครุฑบานหนึ่งนั้น สันนิษฐานว่าคงจะเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า วัดนี้เป็นวัดที่สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทรงสร้าง และคงจะทำขึ้นในคราวปฏิสังขรณ์นี้เอง แต่ฝีมือช่างตลอดจนลักษณะ และลวดลายนั้น ผิดแผกจากศิลปกรรมในรุ่นเดียวกัน อาจจะเป็นฝีมือช่างชาวลพบุรีนั่นเอง
              ทางด้านหลังพระอุโบสถ ภายในเขตพัทธสีมา มีเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ชิดกับตัวพระอุโบสถ ตามธรรมเนียมความนิยม สร้างโบสถ์หรือวิหารหน้าสถูปหรือเจดีย์ เจดีย์องค์นี้น่าจะมีมาแต่เดิมแล้ว แต่ในลักษณะปัจจุบัน ได้รับการบูรณะในรัชกาลที่ ๔ หอไตรริมบ่อน้ำหน้าพระอุโบสถก็เช่นเดียวกัน เป็นหอไตรขนาดพอเหมาะ มีลายหน้าบัน เป็นก้านขดสวยงาม
              ศาลาและกุฏิซึ่งสร้างขึ้นในครั้งนั้น ก็ยังมั่นคงแข็งแรงดีอยู่ในปัจจุบัน กุฏิสร้างเป็นหมู่ตึก เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม มีบ่อน้ำตรงหน้าพระอุโบสถ และทางด้านหลังหมู่กุฏิ ทั้งสองบ่อเป็นบ่อกลมลึก ผนังกรุอิฐตลอดก้นบ่อ ลักษณะเป็นแบบเดียวกับบ่อน้ำใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คงจะขุดขึ้นในสมัยนั้น ในการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ ๔ นั้น ยังได้สร้างกำแพงสูงรอบวัด มีซุ้มประตูด้านหน้าวัดสองแห่ง และทางหลังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซุ้มประตูและกำแพงส่วนใหญ่ ยังสมบูรณ์ดีอยู่ในปัจจุบัน
              เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์ วัดกวิศรารามเรียบร้อยแล้ว ทรงอาราธนาพระสงฆ์ รามัญนิกายมาอยู่จำพรรษา โดยมีเจ้าอาวาสสืบต่อกันมากี่องค์ ไม่ปรากฏ แต่เจ้าอาวาสทุกองค์มีสมณศักดิ์เป็น "พระครูรามัญสมณคุณ" ต่อกันมา จนกระทั่ง เปลี่ยนจากวัดรามัญเป็นวัดมหานิกาย
              ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชได้เสด็จพระราชทาน ผ้าพระกฐินที่วัดนี้ เมื่อคราวเสด็จประพาสลพบุรี พ.ศ. ๒๔๒๑ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามเร่งรัดปรับปรุงประเทศชาติ เพื่อให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมนานาประเทศในทุก ๆ ด้าน ทรงดำเนินตามรัฐประศาสโนบาย ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ พระบรมชนกนาถได้ทรงวางไว้ แต่มิทัน ได้ดำเนินการให้สำเร็จ ครบถ้วนตามพระบรมราโชบาย ก็สิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จ พระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงดำเนินสืบต่อพระบรมราโชบายนั้น และทรงมีพระราชดำริ กว้างขวางออกไปอีก จนสำเร็จเป็นความเจริญรุ่งเรือง ของประเทศชาติดังปรากฏแล้ว ทางด้าน คณะสงฆ์ ทรงส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติ พระธรรมวินัยและการศึกษา ของคณะสงฆ์ จนเข้า ระเบียบ และเจริญก้าวหน้าเช่นเดียวกับด้านอื่น
              สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ทรงเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ ประเทศชาติ ในสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ทั้งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ และการศึกษาของชาติ ตลอดจนทรงจัดการปกครอง คณะสงฆ์ ให้เข้าระเบียบ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การที่ทรงจัดการศึกษาหัวเมือง มีพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ขึ้นเป็นครั้งแรก พระราชบัญญัตินี้จัดแบ่งการปกครอง เป็นส่วนภูมิภาค มีมหาเถรสมาคม เจ้าคณะตามลำดับชั้น จนถึงเจ้าอาวาส ปกครองบังคับบัญชา กันเป็นชั้น ๆ ตามลำดับ เป็นครั้งแรกที่พระสงฆ์ปกครองกันเอง และจากการที่ทรงจัดการเช่นนี้ ทำให้การปกครองคณะสงฆ์ เป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นสัดส่วนสืบมาจนปัจจุบัน
              จากการที่สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดการปกครอง คณะ สงฆ์ดังกล่าว ได้ทรงจัดให้วัดกวิศรารามเป็นวัดไทย เนื่องจากหาผู้ทำนุบำรุงพระสงฆ์ รามัญนิ กายได้ยากขึ้น หลังจากทรงเปลี่ยนแปลงแล้ว วัดกวิศรารามก็เป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์ไทย มหานิกายต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยมีเจ้าอาวาสองค์แรกในยุคหลังนี้คือ พระครู โวทานสมณคุต (รุ่ง)
              พระครูโวทานสมณคุต (รุ่ง) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศราราม มาจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ก็มรณภาพ พระพุทธวรญาณ (กิตฺติทินฺนเถระ) ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้รั้งหน้าที่เจ้าอาวาส และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นับเป็น เจ้าอาวาส วัดไทยองค์ที่สองซึ่งดำรงตำแหน่ง ต่อมาท่านได้ปรับปรุง พัฒนาวัดเป็นอันมาก ทั้งด้านการพระศาสนา การศึกษาของพระสงฆ์ ตลอดจนการศึกษาของเยาวชน

วัดกวิศราราม กับ การศึกษา

ดังกล่าวแล้วว่า วัดกวิศรารามนั้นเป็นวัดเล็ก ทั้งที่ตั้งอยู่ก็ค่อนข้างจะลับตา เนื่องจากอยู่ท้ายพระราชวังนารายณ์ หรือพระนารายณ์ราชนิเวศน์ และตามสภาพ ของตัวเมืองลพบุรี ในสมัยนั้น ก็อยู่ทางใต้ปลายเขตเมือง ตัวพระราชวังคั่นวัด ให้ห่างจากย่านจอแจของตัวเมือง จึงอาจมีผู้ไม่รู้จักอยู่บ้าง แต่ก็เป็นผลดีอย่างยิ่ง สำหรับด้านความวิเวก และสงัดสมลักษณะของวัด แต่ความเป็นวัดเล็กนั้น เป็น สิ่งที่ไม่อาจขยับขยาย ให้ใหญ่โตขึ้นได้ แม้ในภายหลังจะได้รับการปรับปรุง อย่างมากแล้วก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ของวัดนั้นจำกัด ติดถนนและที่ราชพัสดุ ลักษณะของวัดจึงเป็นวัดเล็ก ๆ ตลอดมา แต่ในด้านความสำคัญนั้นมีอยู่มาก เพราะเป็นอารามหลวงชั้นตรี และเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง จึงได้รับ พระราชทานเทียนพรรษา เพียงวัดเดียวในลพบุรี เป็นวัดที่เคยมีเจ้าอาวาส เป็น รองสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อครั้งยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ในสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ วัดกวิศรารามก็เป็นศูนย์ ในการประกอบพิธีต่าง ๆ ของทางราชการ โดยเฉพาะเป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ของจังหวัดลพบุรี และในภายหลังก็เป็นที่ทำประโยชน์ แก่สังคมและประเทศชาติ ทางด้าน การศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากท่านเจ้าอาวาสได้อุทิศตน เพื่อการพระศาสนา และการศึกษาตลอดมา
              ท่านเจ้าคุณพระพุทธวรญาณ เจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ หลังจากเปลี่ยนมาเป็น วัดมหานิกายนั้น นับตั้งแต่ท่านเดินทางเข้ามาอยู่ในวัดนี้ เมื่อ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ และมีพระอยู่เพียง ๕ รูปนั้น ก็ได้เริ่มปรับปรุงวัดเป็นการใหญ่ ทางด้านสถานที่นั้น ไม่อาจขยับขยายได้ดังกล่าวแล้ว ท่านจึงได้ปรับปรุงทาง ด้านอื่น นับตั้งแต่เริ่มจัดให้เป็น สำนักศึกษาทางนักธรรมและบาลี ขึ้นเป็น อันดับแรก แล้วก็ดำเนินการด้านการศึกษาต่อมาเป็นลำดับ จนกระทั่งปัจจุบัน วัดกวิศราราม กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษา และศาสนาของลพบุรี ในแต่ละปี มีพระจำพรรษาประมาณ พรรษาละ ๕๐ รูป
              ในชีวิตของท่าน ทำหน้าที่เป็นครูมาตั้งแต่แรกอุปสมบท และเกี่ยวข้องกับ การศึกษาตลอดมา ทั้งการศึกษาของพระเณร และเยาวชน เมื่อทำหน้าที่เจ้าอาวาส วัดกวิศราราม จึงจัดตั้งสำนักศึกษา และโรงเรียนขึ้นหลายประเภทเช่นโรงเรียน การศึกษาผู้ใหญ่ โรงเรียนวินิตศึกษา โรงเรียนธรรมศึกษาพิเศษ เป็นต้น และด้วยเหตุนี้เอง จึงมีศิษย์มากมาย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์
              ในปัจจุบันนี้ สำนักงานการศึกษาและสำนักงานทางศาสนา ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดกวิศราราม มีมากมายหลายประเภทด้วยกัน คือ โรงเรียนนักธรรม โรงเรียนบาลี โรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ฝ่ายบรรพชิต โรงเรียนธรรมศึกษาพิเศษพุทธสมาคม จังหวัด ลพบุรี โรงเรียนเทศบาลวัดกวิศราราม โรงเรียนวินิตศึกษา กวิศรารามมูลนิธิ สำนักงานมูลนิธิ บำรุงตึกสงฆ์อาพาธ พระธรรมญาณมุนี และสมาคมศิษย์กวิศร์ จึงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษา และศาสนาของจังหวัดลพบุรี
              สำหรับโรงเรียนวินิตศึกษา ซึ่งท่านจัดตั้งขึ้น และปัจจุบันเป็นโรงเรียนของ วัดกวิศรารามนั้น เป็นโรงเรียนราษฎร์ที่กระทรวงศึกษาธิการ รับรองวิทยฐานะ เทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล และเป็นโรงเรียนราษฎร์ในอันดับแนวหน้า ของจังหวัด ลพบุรี

รูปวัดกวิศราราม

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จเยี่ยมโรงเรียนวินิตศึกษาเพื่อทรงศึกษาวิธีการ
บริหารงานโรงเรียนราษฎร์ ของพระพุทธวรญาณ
เมื่อ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๐